10 โปรแกรมสามัญที่อาจกำลังทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณช้าลง
โพสต์แล้ว: อังคาร ม.ค. 20, 2026 2:42 am
10 โปรแกรมสามัญที่อาจกำลังทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณช้าลง
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าแค่การมีโปรแกรมติดตั้งอยู่ในเครื่องเยอะๆ จะทำให้คอมพิวเตอร์ช้าลง ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อเก่าในยุคที่เรายังใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน (HDD) อยู่ แต่ในยุค SSD แบบปัจจุบัน พื้นที่เก็บข้อมูลที่ถูกใช้ไปไม่ใช่ปัญหาหลักครับ สิ่งที่ทำให้เครื่องช้าจริงๆ คือโปรแกรมที่ "กำลังทำงานอยู่" แล้วดึงทรัพยากรทั้ง RAM และ CPU ไปใช้กับกระบวนการที่ไม่จำเป็นต่างหาก
บ่อยครั้งที่เราไม่รู้ว่าแอปไหนเป็นตัวการ เพราะบางโปรแกรมแอบรันอยู่เบื้องหลังโดยไม่แสดงไอคอนให้เห็น หรือถูกตั้งค่าให้เปิดใช้งานตัวเองทันทีที่เปิดเครื่อง โปรแกรมเหล่านี้ไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นตัวกินทรัพยากรเครื่องชั้นดีเลยล่ะ นี่คือ 10 ประเภทโปรแกรมที่คุณควรตรวจสอบดู
1. โปรแกรมแอนตี้ไวรัสจากค่ายอื่น (Third-party Antivirus)
นี่คือสิ่งแรกที่แนะนำให้ถอนการติดตั้งหากรู้สึกว่าเครื่องช้า เพราะแอปเหล่านี้จะคอยสแกนทุกไฟล์และทุกกระบวนการในเครื่องตลอดเวลา แถมปัจจุบันมักจะพ่วงฟีเจอร์ขยะและโฆษณามาด้วย ในยุค Windows 11 (หรือ 10) ระบบมี Windows Defender ที่เก่งมากพออยู่แล้ว มันฟรี ทำงานได้ครบถ้วน และถูกฝังมากับระบบปฏิบัติการโดยตรง ทำให้ไม่กินทรัพยากรเครื่องเหมือนโปรแกรมแยกอย่าง Norton หรือ McAfee
2. แอปประเภท Overlay
แอปที่แสดงสถานะการทำงานของเครื่องซ้อนทับบนหน้าจอขณะเล่นเกม เช่น Xbox Gamebar หรือ Nvidia App แม้จะออกแบบมาให้ทำงานลื่นไหล แต่บางครั้งมันก็มีบั๊กที่ดึงทรัพยากรเครื่องได้ตราบเท่าที่มันรันอยู่เบื้องหลัง หากคุณไม่ได้กำลังทดสอบประสิทธิภาพเครื่องอยู่ แนะนำให้ปิดฟีเจอร์ Overlay เหล่านี้ไปก่อนจะดีกว่า
3. โปรแกรมสตรีมมิ่งหรือบันทึกหน้าจอ
การบันทึกหน้าจอหรืองานสตรีมมิ่งเป็นงานที่หนักมากสำหรับคอมพิวเตอร์ เพราะเครื่องต้องประมวลผลทั้งภาพที่แสดงผลและบันทึกทุกเฟรมไปพร้อมๆ กัน หากคุณไม่ได้มีฮาร์ดแวร์ระดับเทพหรือมีการ์ดแคปเจอร์แยก เครื่องจะกระตุกแน่นอน ดังนั้นอย่าเปิดโปรแกรมเหล่านี้ทิ้งไว้ถ้าไม่ได้ใช้งานจริง
4. เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser)
ตัวกิน RAM อันดับต้นๆ เลยคือเบราว์เซอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมการเปิดแท็บทิ้งไว้เป็นสิบเป็นร้อยแท็บ แต่ละแท็บต้องใช้ RAM ในการหล่อเลี้ยง ยิ่งถ้ามีแท็บที่เล่นวิดีโอหรือเพลงค้างไว้เบื้องหลังก็จะยิ่งกิน CPU เข้าไปอีก รวมถึง "ส่วนขยาย" (Extensions) ต่างๆ ที่เราติดตั้งไว้เยอะเกินความจำเป็นด้วย
5. ตัวเรียกเกม (Game Launchers)
ไม่ว่าจะเป็น Steam, Epic, Battle.net หรือ Riot Client หากคุณเป็นคอเกม เครื่องคุณคงมีแอปเหล่านี้เต็มไปหมด โปรแกรมพวกนี้มักจะตั้งค่าให้เปิดตัวเองตอนเปิดเครื่อง และแอบดาวน์โหลดอัปเดตเกมอยู่เบื้องหลัง วิธีแก้คือตั้งค่าให้แอป "ปิดตัวลงจริงๆ" เมื่อเรากดปิดหน้าต่าง และไปปิดการทำงานในแถบ Startup ของ Task Manager
6. โปรแกรมเสริมจากผู้ผลิตเครื่อง (Manufacturer Software)
แบรนด์อย่าง Dell หรือ HP มักจะใส่แอปของตัวเองมาให้เพื่อเช็กสุขภาพเครื่องหรืออัปเดตไดรเวอร์ ซึ่งจริงๆ แล้ว Windows ทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดีอยู่แล้ว โปรแกรมพวกนี้คือ "Bloatware" หรือโปรแกรมขยะที่กินทรัพยากรและมักจะแอบเก็บข้อมูลการใช้งานของเราส่งกลับบริษัทด้วย แนะนำให้ลบทิ้งได้เลย
7. โปรแกรมควบคุมไฟ RGB
ไฟสวยๆ บนคีย์บอร์ดหรือเมาส์เกมมิ่งต้องใช้ซอฟต์แวร์ควบคุม เช่น Razer Synapse แต่โปรแกรมเหล่านี้มักถูกปรับแต่งมาไม่ดีพอและกิน CPU กับ RAM อย่างมหาศาล บางครั้งทำให้เฟรมเรตในเกมตกหรือเครื่องกระตุก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ลองใช้ค่าไฟเริ่มต้นแล้วปิดซอฟต์แวร์เหล่านี้ไปจะช่วยให้เครื่องลื่นขึ้นเยอะ
8. โปรแกรมสำรองข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Backup)
บริการอย่าง OneDrive หรือ Google Drive ต้องรันอยู่เบื้องหลังตลอดเวลาเพื่อสแกนว่ามีไฟล์ไหนเปลี่ยนไปบ้างเพื่อจะอัปโหลดขึ้นคลาวด์ ยิ่งถ้าคุณสั่งให้มันสำรองข้อมูลทั้งไดรฟ์ เครื่องก็จะทำงานหนักตลอดเวลา แนะนำให้เลือกสำรองเฉพาะโฟลเดอร์ที่สำคัญจริงๆ หรือตั้งเวลาสำรองข้อมูลเป็นช่วงๆ แทนการสำรองแบบเรียลไทม์
9. โปรแกรมตัดต่อวิดีโอหรือแต่งรูป
เป็นที่รู้กันว่าโปรแกรมตัดต่อวิดีโอคือโปรแกรมที่กินพลังเครื่องที่สุด ต่อให้คุณไม่ได้กดเรนเดอร์ แค่เปิดทิ้งไว้เครื่องก็ต้องจองทรัพยากรจำนวนมากไว้จัดการกับไฟล์ความละเอียดสูงแล้ว ทางแก้คืออย่าพยายามทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitask) ในขณะที่เปิดโปรแกรมพวกนี้อยู่
10. แอปโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Apps)
แอปอย่าง Microsoft Teams หรือ Discord ไม่ใช่แอปเบาๆ อย่างที่คิด การอยู่ในห้องแชทที่มีข้อความเด้งตลอดเวลา หรืออยู่ในห้องคุยเสียง (Voice Channel) ทำให้เครื่องต้องประมวลผลข้อมูลต่อเนื่อง และแอปพวกนี้มักจะไม่ยอมปิดตัวเองจริงๆ เมื่อเรากดกากบาท แนะนำให้ตรวจสอบที่ System Tray แล้วปิดแอปเมื่อไม่ได้ใช้งาน
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าแค่การมีโปรแกรมติดตั้งอยู่ในเครื่องเยอะๆ จะทำให้คอมพิวเตอร์ช้าลง ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อเก่าในยุคที่เรายังใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน (HDD) อยู่ แต่ในยุค SSD แบบปัจจุบัน พื้นที่เก็บข้อมูลที่ถูกใช้ไปไม่ใช่ปัญหาหลักครับ สิ่งที่ทำให้เครื่องช้าจริงๆ คือโปรแกรมที่ "กำลังทำงานอยู่" แล้วดึงทรัพยากรทั้ง RAM และ CPU ไปใช้กับกระบวนการที่ไม่จำเป็นต่างหาก
บ่อยครั้งที่เราไม่รู้ว่าแอปไหนเป็นตัวการ เพราะบางโปรแกรมแอบรันอยู่เบื้องหลังโดยไม่แสดงไอคอนให้เห็น หรือถูกตั้งค่าให้เปิดใช้งานตัวเองทันทีที่เปิดเครื่อง โปรแกรมเหล่านี้ไม่ใช่ไวรัส แต่เป็นตัวกินทรัพยากรเครื่องชั้นดีเลยล่ะ นี่คือ 10 ประเภทโปรแกรมที่คุณควรตรวจสอบดู
1. โปรแกรมแอนตี้ไวรัสจากค่ายอื่น (Third-party Antivirus)
นี่คือสิ่งแรกที่แนะนำให้ถอนการติดตั้งหากรู้สึกว่าเครื่องช้า เพราะแอปเหล่านี้จะคอยสแกนทุกไฟล์และทุกกระบวนการในเครื่องตลอดเวลา แถมปัจจุบันมักจะพ่วงฟีเจอร์ขยะและโฆษณามาด้วย ในยุค Windows 11 (หรือ 10) ระบบมี Windows Defender ที่เก่งมากพออยู่แล้ว มันฟรี ทำงานได้ครบถ้วน และถูกฝังมากับระบบปฏิบัติการโดยตรง ทำให้ไม่กินทรัพยากรเครื่องเหมือนโปรแกรมแยกอย่าง Norton หรือ McAfee
2. แอปประเภท Overlay
แอปที่แสดงสถานะการทำงานของเครื่องซ้อนทับบนหน้าจอขณะเล่นเกม เช่น Xbox Gamebar หรือ Nvidia App แม้จะออกแบบมาให้ทำงานลื่นไหล แต่บางครั้งมันก็มีบั๊กที่ดึงทรัพยากรเครื่องได้ตราบเท่าที่มันรันอยู่เบื้องหลัง หากคุณไม่ได้กำลังทดสอบประสิทธิภาพเครื่องอยู่ แนะนำให้ปิดฟีเจอร์ Overlay เหล่านี้ไปก่อนจะดีกว่า
3. โปรแกรมสตรีมมิ่งหรือบันทึกหน้าจอ
การบันทึกหน้าจอหรืองานสตรีมมิ่งเป็นงานที่หนักมากสำหรับคอมพิวเตอร์ เพราะเครื่องต้องประมวลผลทั้งภาพที่แสดงผลและบันทึกทุกเฟรมไปพร้อมๆ กัน หากคุณไม่ได้มีฮาร์ดแวร์ระดับเทพหรือมีการ์ดแคปเจอร์แยก เครื่องจะกระตุกแน่นอน ดังนั้นอย่าเปิดโปรแกรมเหล่านี้ทิ้งไว้ถ้าไม่ได้ใช้งานจริง
4. เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser)
ตัวกิน RAM อันดับต้นๆ เลยคือเบราว์เซอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมการเปิดแท็บทิ้งไว้เป็นสิบเป็นร้อยแท็บ แต่ละแท็บต้องใช้ RAM ในการหล่อเลี้ยง ยิ่งถ้ามีแท็บที่เล่นวิดีโอหรือเพลงค้างไว้เบื้องหลังก็จะยิ่งกิน CPU เข้าไปอีก รวมถึง "ส่วนขยาย" (Extensions) ต่างๆ ที่เราติดตั้งไว้เยอะเกินความจำเป็นด้วย
5. ตัวเรียกเกม (Game Launchers)
ไม่ว่าจะเป็น Steam, Epic, Battle.net หรือ Riot Client หากคุณเป็นคอเกม เครื่องคุณคงมีแอปเหล่านี้เต็มไปหมด โปรแกรมพวกนี้มักจะตั้งค่าให้เปิดตัวเองตอนเปิดเครื่อง และแอบดาวน์โหลดอัปเดตเกมอยู่เบื้องหลัง วิธีแก้คือตั้งค่าให้แอป "ปิดตัวลงจริงๆ" เมื่อเรากดปิดหน้าต่าง และไปปิดการทำงานในแถบ Startup ของ Task Manager
6. โปรแกรมเสริมจากผู้ผลิตเครื่อง (Manufacturer Software)
แบรนด์อย่าง Dell หรือ HP มักจะใส่แอปของตัวเองมาให้เพื่อเช็กสุขภาพเครื่องหรืออัปเดตไดรเวอร์ ซึ่งจริงๆ แล้ว Windows ทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดีอยู่แล้ว โปรแกรมพวกนี้คือ "Bloatware" หรือโปรแกรมขยะที่กินทรัพยากรและมักจะแอบเก็บข้อมูลการใช้งานของเราส่งกลับบริษัทด้วย แนะนำให้ลบทิ้งได้เลย
7. โปรแกรมควบคุมไฟ RGB
ไฟสวยๆ บนคีย์บอร์ดหรือเมาส์เกมมิ่งต้องใช้ซอฟต์แวร์ควบคุม เช่น Razer Synapse แต่โปรแกรมเหล่านี้มักถูกปรับแต่งมาไม่ดีพอและกิน CPU กับ RAM อย่างมหาศาล บางครั้งทำให้เฟรมเรตในเกมตกหรือเครื่องกระตุก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ลองใช้ค่าไฟเริ่มต้นแล้วปิดซอฟต์แวร์เหล่านี้ไปจะช่วยให้เครื่องลื่นขึ้นเยอะ
8. โปรแกรมสำรองข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Backup)
บริการอย่าง OneDrive หรือ Google Drive ต้องรันอยู่เบื้องหลังตลอดเวลาเพื่อสแกนว่ามีไฟล์ไหนเปลี่ยนไปบ้างเพื่อจะอัปโหลดขึ้นคลาวด์ ยิ่งถ้าคุณสั่งให้มันสำรองข้อมูลทั้งไดรฟ์ เครื่องก็จะทำงานหนักตลอดเวลา แนะนำให้เลือกสำรองเฉพาะโฟลเดอร์ที่สำคัญจริงๆ หรือตั้งเวลาสำรองข้อมูลเป็นช่วงๆ แทนการสำรองแบบเรียลไทม์
9. โปรแกรมตัดต่อวิดีโอหรือแต่งรูป
เป็นที่รู้กันว่าโปรแกรมตัดต่อวิดีโอคือโปรแกรมที่กินพลังเครื่องที่สุด ต่อให้คุณไม่ได้กดเรนเดอร์ แค่เปิดทิ้งไว้เครื่องก็ต้องจองทรัพยากรจำนวนมากไว้จัดการกับไฟล์ความละเอียดสูงแล้ว ทางแก้คืออย่าพยายามทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitask) ในขณะที่เปิดโปรแกรมพวกนี้อยู่
10. แอปโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Apps)
แอปอย่าง Microsoft Teams หรือ Discord ไม่ใช่แอปเบาๆ อย่างที่คิด การอยู่ในห้องแชทที่มีข้อความเด้งตลอดเวลา หรืออยู่ในห้องคุยเสียง (Voice Channel) ทำให้เครื่องต้องประมวลผลข้อมูลต่อเนื่อง และแอปพวกนี้มักจะไม่ยอมปิดตัวเองจริงๆ เมื่อเรากดกากบาท แนะนำให้ตรวจสอบที่ System Tray แล้วปิดแอปเมื่อไม่ได้ใช้งาน