อาการปวดหลังเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็เป็นได้ แต่ถ้าเริ่มมีอาการปวดร้าวลงขา รู้สึกชาที่ปลายเท้า หรืออยู่ดีๆ ขาก็ไม่มีแรงขึ้นมาซะอย่างนั้น! อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาแล้วหาแผ่นแปะแก้ปวดมาใช้นะ เพราะสัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะ กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) ซึ่งเป็นภาวะที่ข้อกระดูกสันหลังปลิ้นหรือเลื่อนออกมาจากแนวปกติจนไปเบียดทับเส้นประสาท หากปล่อยไว้นานจนเส้นประสาทเสียหายถาวร การจะกลับมาเดินเหินได้สะดวกเหมือนเดิมอาจจะยากขึ้น การปรึกษา แพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง เพื่อวินิจฉัยอย่างตรงจุดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากวงจรความเจ็บปวดและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง!
สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณควรพบแพทย์โดยด่วน
บางครั้งร่างกายก็ส่งสัญญาณเตือนออกมาเป็นระยะ แต่เรามักมองข้ามไป มาดูกันว่าอาการแบบไหนที่เข้าข่ายว่ากระดูกสันหลังมีปัญหาจนต้องรีบเช็ก
• ปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง
มักจะปวดมากเวลาที่ต้องยืนนานๆ หรือเดินไกลๆ แต่พอได้นั่งพักหรือก้มตัวลงอาการจะทุเลาขึ้น นี่คือลักษณะเด่นของอาการปวดจากโครงสร้างกระดูกสันหลังที่ไม่มั่นคง
• อาการปวดร้าวลงขา (Sciatica)
ความรู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตจากสะโพกยิงลงไปที่ขาหรือเท้า เกิดจากข้อกระดูกที่เลื่อนไปกดเบียดเส้นประสาทส่วนปลาย
• ชาบริเวณน่องหรือฝ่าเท้า
ความรู้สึกรับรู้ลดลงเหมือนเป็นเหน็บชาตลอดเวลา ซึ่งหากเป็นมากขึ้นอาจทำให้การทรงตัวแย่ลง
• ขาอ่อนแรงหรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
นี่คือสัญญาณอันตรายขั้นสุด! หากเริ่มก้าวขาไม่ออก หรือสะดุดขาตัวเองบ่อยๆ ต้องรีบไปพบ แพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง ทันทีเพื่อรับการรักษาเร่งด่วน
ทำความเข้าใจภาวะ กระดูกสันหลังเคลื่อน เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่เป็นโรคนี้ได้ แต่วัยทำงานหรือนักกีฬาก็มีความเสี่ยงเช่นกัน สาเหตุหลักของ กระดูกสันหลังเคลื่อน มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย (Degenerative) ที่ทำให้ข้อต่อและหมอนรองกระดูกบางลงจนไม่สามารถยึดข้อกระดูกไว้ในแนวเดิมได้ หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุการกระแทกอย่างรุนแรง การยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องซ้ำๆ จนเกิดรอยร้าวที่ข้อต่อกระดูกสันหลัง (Spondylolysis) นอกจากนี้ในบางรายอาจมีปัจจัยจากพันธุกรรมที่ทำให้โครงสร้างกระดูกส่วนนี้อ่อนแอกว่าปกติมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไร การเอ็กซ์เรย์ (X-ray) หรือทำ MRI จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่ากระดูกเลื่อนไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว
แนวทางการรักษาจากเบาไปหาหนักที่คุณเลือกได้
การรักษาในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก และไม่ได้จบลงที่การผ่าตัดเสมอไป แพทย์จะพิจารณาจากระดับความรุนแรงและผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นหลัก
1. การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด (Conservative Treatment)
สำหรับผู้ที่เริ่มเป็นในระยะแรก แพทย์จะแนะนำให้ทานยาลดการอักเสบ ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ให้แข็งแรงมาช่วยพยุงกระดูกสันหลังแทน รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การคุมน้ำหนักตัว
2. การฉีดยาลดการอักเสบที่โพรงประสาท
เป็นการฉีดสารสเตียรอยด์เข้าไปบริเวณที่เส้นประสาทโดนกดทับเพื่อลดอาการปวดและชาแบบตรงจุด ช่วยให้คนไข้ทำกายภาพบำบัดได้ดีขึ้น
3. การรักษาโดย แพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง ด้วยเทคโนโลยีแผลเล็ก
หากรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่เป็นผล หรือคนไข้เริ่มมีอาการทางประสาทที่ชัดเจน การผ่าตัดเพื่อเชื่อมข้อกระดูกสันหลังและนำส่วนที่กดทับออกคือคำตอบ ซึ่งปัจจุบันมีการผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Spine Surgery) ที่แผลเล็กมาก เสียเลือดน้อย และฟื้นตัวไว ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด!
สรุป
อาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และภาวะ กระดูกสันหลังเคลื่อน ก็สามารถพรากความสุขในการใช้ชีวิตไปจากคุณได้หากไม่รีบรักษา การสังเกตความผิดปกติของร่างกายและเข้ารับคำแนะนำจาก แพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการต้องผ่าตัดใหญ่ และช่วยให้คุณกลับมาเดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมที่รักได้อีกครั้ง อย่ารอให้ถึงวันที่ก้าวขาไม่ออก เพราะกระดูกสันหลังคือเสาหลักของร่างกายที่ต้องดูแลให้ดีที่สุด! เริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อหลังที่แข็งแรงและชีวิตที่ไร้ความเจ็บปวดในระยะยาวนะ!